
แสงแดดเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลัง
เดินทางด้วยความเร็วค่อนข้างสูงผ่านการจราจรที่น่าเบื่อหน่าย
เพื่อเดินทางกลับไปยังสถานที่เรียกว่า "บ้าน" เขาทำแบบนี้ทุกวัน
เช้าขึ้นมาก็รีบไปทำงาน พอเลิกงานก็รีบกลับบ้าน เพื่อนฝูง
ที่เคยชักชวนไปเที่ยวต่างเริ่มรู้ว่าไม่มีทางที่จะชวนแล้วชายคนนี้
จะตกปากรับคำ
ชายหนุ่มเดินเข้าบ้านอย่างหงอยเหงา แต่ยังคงมีสีหน้าที่แจ่มใส
เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากหน้าที่ที่กำลังเผชิญอยู่
ทุกเมื่อเชื่อวันได้ เขาเดินเข้าบ้านแล้วเอ่ยปากทักทายบิดา
"ป๊า ... หวัดดี" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยกมือไหว้
"........" ไม่มีเสียงตอบใด ๆ จากบิดา มีแต่สายตาที่เย็นชามองมาเท่านั้น
ชายหนุ่มเดินผ่านบิดาไปเงียบ ๆ เขาว่งกระเป๋าสะพายลง
จากนั้นก็เดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อชำระล้างความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน
แล้วเดินลงมาทรุดตัวลงนั่งหน้าจอทีวีที่ด้านหน้านั้นมีเกมเพลย์สเตชั่น 2
วางอยู่ เขายังคงนั่งนิ่งแล้วก็เอื้มมือไปเปิดพัดลมเพื่อไล่อากาศ
ที่แสนอบอ้าว
"พอล จะกินอะไรวันนี้"
เสียงบิดาดังขึ้นมา พอลเหลือบตามองแล้วก็ยิ้มพลางบอกว่า
"อะไรก็ได้ ที่ป๊าอยากกิน พอลกินได้หมด"
บิดาพยักหน้า จากนั้นเวลาแห่งการรับประทานอาหารก็เริ่มขึ้น
เป็นเวลาที่เงียบ ... เงียบจนน่าขนลุก แต่ขณะเดียวกันก็แฝงไว้
ด้วยความอบอุ่น หลักจากมื้อเย็นผ่านไป ต่างคนต่างก็ประจำที่
นั่นหมายถึงบิดาจะไปนั่งจาอมหน้าทีวีเครื่องโปรดของตนเอง
ส่วนพอลก็เริ่มดูหนังที่มีอยู่หรือเล่นเกม หากใครได้มาเห็นภาพนี้
ต่างก็นึกว่าบ้านนี้ไม่ค่อยรักกันเลย ซึ่งมันก็มีความจริงอยู่บ้าง
ตรงที่คนในบ้านมักจะเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงจนเกินเอื้อมถึงทุกคน
และต่างก็ยินดีที่จะอยู่ในโลกของตนเองโดยไม่ต้อนรับใครก็ตาม
ที่พยายามเข้ามาแทรก ดังนั้นการที่พอลจะมีพี่ชาย 2 คนที่ต่างก็
มีทีวีคนละเครื่อง มีเกมเพลย์คนละเครื่อง ทุกอย่างต่างคนต่างหาซื้อ
และไม่มีวันที่พวกเราจะใช้ของร่วมกัน
"ถามจริง ๆ บ้านนายรักกันหรือเปล่า"
เพื่อนของพอลเคยถามประโยคนี้ พอลเงียบไปอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้น
"รักสิ แต่บ้านเราไม่นิยมการแสดงออกว่ารัก"
"ยังไง" เพื่อนยังคงสงสัยอยู่
พอลถอนหายใจ "ก็เช่นเมื่อนายสอบได้เกรดเฉลี่ยสวย ๆ ที่ใคร ๆ
ต่างก็ยินดียกย่อง หากเป็นบ้านนี้ก็จะพูดแค่ว่า ก็ดี ไงล่ะ"
เพื่อนมีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัดแล้วก็ไม่เอ่ยถามอะไรอีกราวกับ
รู้ว่าไม่ควรถามอีกต่อไป เพราะถามอีกก็คงไม่มีคำตอบ
พอลยังคงนิ่งอยู่หน้าจอทีวีต่อไป มีเรื่องมากมายที่กังวลใจ
แต่ประสบการณ์เขาบอกให้รู้ว่าไม่ควรที่จะเอาเรื่องราวหนักสมองเช่นนี้
ไปเล่าให้ใครฟัง แม้แต่เขา ... แฟนที่พอลแสนรักคนนั้น
เสียโทรศัพท์ดังขึ้นมา พอลรีบรับสายด้วยความดีใจ แต่กระนั้น
เสียงที่พูดคุยก็ยังเป็นเสียงที่ไม่ร่าเริ่งเช่นเคย พอลรู้ว่าเขาไม่ได้
รักแฟนน้อยลง มีแต่จะรักมากขึ้น แต่นั่นล่ะปัญหา ... ด้วยความที่แฟน
มีวัยน้อยกว่าเขาค่อนข้างมาก บางสิ่งบางอย่างก็ไม่อาจเชื่อมต่อกัน
ได้อย่างสนิท พอลพยายามไม่คิดถึงอนาคตที่มาถึง เขามักจะทำ
ให้ทุกวันเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพราะเขาไม่รู้ว่าวันใดชีวิตที่เคยมี
จะต้องหมดสิ้นลง เขากลัวที่จะเสียดายว่ายังไม่ได้ทำอะไร ยังไม่ได้
ทำสิ่งที่เขาอยากทำหรือทำให้ใคร ดังนั้น ในทุก ๆ วันเขาจะมานั่งคิดว่า
อะไรที่เขายังไม่ทำ แล้วมีโอกาสที่จะทำเมื่อไร และแน่นอน เขากลัว
กลัวที่จะต้องจากคนรัก หรือ ... สูญเสียคนรักไป แม้จะเคยผ่าน
เหตุการณ์แบบนี้มา แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย
"พอลลืมวันเกิดเราเหรอ"
... พอลเงียบ ... เขาลืมจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อน เขาไม่เคยแม้แต่จะลืม
วันเกิดใครสักคนเดียว ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น วันที่เขาเกือบเอาชีวิต
ไม่รอดเพราะความเสียใจ ตั้งแต่นั้น เขาไม่เคยจำเรื่องแบบนี้ได้อีกเลย
ไม่เพียงเฉพาะวันเกิดแผน แต่รวมไปถึงวันเกิดของพี่น้อง ของพ่อ
หรือของใครก็ตามแต่ เขาจำได้เพียงวันเกิดตัวเอง พอลรู้สึกเจ็บใจขึ้นมา
นี่มันอะไรกัน ทำไมล่ะ ทำไมถึงลืมไปได้ ลืม ... หรือไม่ใส่ใจที่จะจำ
นั่นสินะ แฟนเราอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ พอลจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาเป็นคน
ที่ชอบอ้อนแฟนมาก ชอบทำอะไรทีโรแมนติคเสมอ แต่มาวันนี้
เขาเป็นคนแข็งกระด้าง โผงผาง เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาจนน่ากลัว
ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้
พอลเลือกที่จะเก็บความเจ็บปวดไว้ลึก ๆ ข้างใน น้ำตาของเขาไม่เคยไหล
ออกมาหลายปีแล้ว ทุกครั้งที่มันทำท่าว่าจะเอ่อล้นออกมา เขาจะฝืนมัน
ให้ลงไป ลงลึกไปในจิตใจ และลืมมันไปซะ แต่แล้ว ... น้ำตาของเขา
กลับไหลพรากในบางคืนที่ฝันนั้นแสนเศร้า เขามักจะสะดุ้งตื่นแล้ว
ร้องไห้ต่อไปอย่างไม่รู้สาเหตุ นี่ล่ะมั้งที่เรียกว่าการระบายออกของ
จิตใต้สำนึกมันเป็นแบบนี้นี่เอง งั้นเขาก็คงเป็นคนเก็บกดน่าดู คงจะใช่
เพราะเล็บมือของเขามักจะกุดด้วยฟันของตัวเอง การกัดเล็บเป็นสิ่งที่
เขามักจะทำยามเผลอจนโดนเตือนบ่อย ๆ แต่ก็ไม่หายสักที
พอลปิดทีวีลง แล้วเดินขึ้นชั้นบนเพื่อเข้าห้องนอน นี่คงเป็นอีกวัน
ที่ห้วงคำนึงหลั่งไหลมากมายขนาดนี้ เอาล่ะ เริ่มเก็บมันลงไปได้แล้ว
กดมันไว้ กดมันลงไป อย่าให้มันขึ้นมาอีก เขาเดินไปที่กระจกแล้วเริ่มยิ้ม
ยิ้มสิ ยิ้มแบบสดใส การฝึกยิ้มมันยากพอดู แต่เขาจำเป็นต้องทำ
เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้มีรอยยิ้มติดใบหน้าเพื่อพบปะผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การสวมหน้ากากทุกวันกลายเป็นสิ่งคุ้นเคยสำหรับพอลไปแล้วเขาหลับตาลง
ในหัวสมอเริ่มสร้างภาพที่แสนอบอุ่นที่สุดไว้เพื่อที่คืนนี้จะได้ไม่ต้อสะดุ้งตื่น
มานั่งร้องไห้อีก ...