2007/Jun/26

แสงแดดเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลัง

เดินทางด้วยความเร็วค่อนข้างสูงผ่านการจราจรที่น่าเบื่อหน่าย

เพื่อเดินทางกลับไปยังสถานที่เรียกว่า "บ้าน" เขาทำแบบนี้ทุกวัน

เช้าขึ้นมาก็รีบไปทำงาน พอเลิกงานก็รีบกลับบ้าน เพื่อนฝูง

ที่เคยชักชวนไปเที่ยวต่างเริ่มรู้ว่าไม่มีทางที่จะชวนแล้วชายคนนี้

จะตกปากรับคำ

ชายหนุ่มเดินเข้าบ้านอย่างหงอยเหงา แต่ยังคงมีสีหน้าที่แจ่มใส

เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากหน้าที่ที่กำลังเผชิญอยู่

ทุกเมื่อเชื่อวันได้ เขาเดินเข้าบ้านแล้วเอ่ยปากทักทายบิดา

"ป๊า ... หวัดดี" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยกมือไหว้

"........" ไม่มีเสียงตอบใด ๆ จากบิดา มีแต่สายตาที่เย็นชามองมาเท่านั้น

ชายหนุ่มเดินผ่านบิดาไปเงียบ ๆ เขาว่งกระเป๋าสะพายลง

จากนั้นก็เดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อชำระล้างความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน

แล้วเดินลงมาทรุดตัวลงนั่งหน้าจอทีวีที่ด้านหน้านั้นมีเกมเพลย์สเตชั่น 2

วางอยู่ เขายังคงนั่งนิ่งแล้วก็เอื้มมือไปเปิดพัดลมเพื่อไล่อากาศ

ที่แสนอบอ้าว

"พอล จะกินอะไรวันนี้"

เสียงบิดาดังขึ้นมา พอลเหลือบตามองแล้วก็ยิ้มพลางบอกว่า

"อะไรก็ได้ ที่ป๊าอยากกิน พอลกินได้หมด"

บิดาพยักหน้า จากนั้นเวลาแห่งการรับประทานอาหารก็เริ่มขึ้น

เป็นเวลาที่เงียบ ... เงียบจนน่าขนลุก แต่ขณะเดียวกันก็แฝงไว้

ด้วยความอบอุ่น หลักจากมื้อเย็นผ่านไป ต่างคนต่างก็ประจำที่

นั่นหมายถึงบิดาจะไปนั่งจาอมหน้าทีวีเครื่องโปรดของตนเอง

ส่วนพอลก็เริ่มดูหนังที่มีอยู่หรือเล่นเกม หากใครได้มาเห็นภาพนี้

ต่างก็นึกว่าบ้านนี้ไม่ค่อยรักกันเลย ซึ่งมันก็มีความจริงอยู่บ้าง

ตรงที่คนในบ้านมักจะเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงจนเกินเอื้อมถึงทุกคน

และต่างก็ยินดีที่จะอยู่ในโลกของตนเองโดยไม่ต้อนรับใครก็ตาม

ที่พยายามเข้ามาแทรก ดังนั้นการที่พอลจะมีพี่ชาย 2 คนที่ต่างก็

มีทีวีคนละเครื่อง มีเกมเพลย์คนละเครื่อง ทุกอย่างต่างคนต่างหาซื้อ

และไม่มีวันที่พวกเราจะใช้ของร่วมกัน

"ถามจริง ๆ บ้านนายรักกันหรือเปล่า"

เพื่อนของพอลเคยถามประโยคนี้ พอลเงียบไปอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้น

"รักสิ แต่บ้านเราไม่นิยมการแสดงออกว่ารัก"

"ยังไง" เพื่อนยังคงสงสัยอยู่

พอลถอนหายใจ "ก็เช่นเมื่อนายสอบได้เกรดเฉลี่ยสวย ๆ ที่ใคร ๆ

ต่างก็ยินดียกย่อง หากเป็นบ้านนี้ก็จะพูดแค่ว่า ก็ดี ไงล่ะ"

เพื่อนมีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัดแล้วก็ไม่เอ่ยถามอะไรอีกราวกับ

รู้ว่าไม่ควรถามอีกต่อไป เพราะถามอีกก็คงไม่มีคำตอบ

พอลยังคงนิ่งอยู่หน้าจอทีวีต่อไป มีเรื่องมากมายที่กังวลใจ

แต่ประสบการณ์เขาบอกให้รู้ว่าไม่ควรที่จะเอาเรื่องราวหนักสมองเช่นนี้

ไปเล่าให้ใครฟัง แม้แต่เขา ... แฟนที่พอลแสนรักคนนั้น

เสียโทรศัพท์ดังขึ้นมา พอลรีบรับสายด้วยความดีใจ แต่กระนั้น

เสียงที่พูดคุยก็ยังเป็นเสียงที่ไม่ร่าเริ่งเช่นเคย พอลรู้ว่าเขาไม่ได้

รักแฟนน้อยลง มีแต่จะรักมากขึ้น แต่นั่นล่ะปัญหา ... ด้วยความที่แฟน

มีวัยน้อยกว่าเขาค่อนข้างมาก บางสิ่งบางอย่างก็ไม่อาจเชื่อมต่อกัน

ได้อย่างสนิท พอลพยายามไม่คิดถึงอนาคตที่มาถึง เขามักจะทำ

ให้ทุกวันเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพราะเขาไม่รู้ว่าวันใดชีวิตที่เคยมี

จะต้องหมดสิ้นลง เขากลัวที่จะเสียดายว่ายังไม่ได้ทำอะไร ยังไม่ได้

ทำสิ่งที่เขาอยากทำหรือทำให้ใคร ดังนั้น ในทุก ๆ วันเขาจะมานั่งคิดว่า

อะไรที่เขายังไม่ทำ แล้วมีโอกาสที่จะทำเมื่อไร และแน่นอน เขากลัว

กลัวที่จะต้องจากคนรัก หรือ ... สูญเสียคนรักไป แม้จะเคยผ่าน

เหตุการณ์แบบนี้มา แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย

"พอลลืมวันเกิดเราเหรอ"

... พอลเงียบ ... เขาลืมจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อน เขาไม่เคยแม้แต่จะลืม

วันเกิดใครสักคนเดียว ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น วันที่เขาเกือบเอาชีวิต

ไม่รอดเพราะความเสียใจ ตั้งแต่นั้น เขาไม่เคยจำเรื่องแบบนี้ได้อีกเลย

ไม่เพียงเฉพาะวันเกิดแผน แต่รวมไปถึงวันเกิดของพี่น้อง ของพ่อ

หรือของใครก็ตามแต่ เขาจำได้เพียงวันเกิดตัวเอง พอลรู้สึกเจ็บใจขึ้นมา

นี่มันอะไรกัน ทำไมล่ะ ทำไมถึงลืมไปได้ ลืม ... หรือไม่ใส่ใจที่จะจำ

นั่นสินะ แฟนเราอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ พอลจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาเป็นคน

ที่ชอบอ้อนแฟนมาก ชอบทำอะไรทีโรแมนติคเสมอ แต่มาวันนี้

เขาเป็นคนแข็งกระด้าง โผงผาง เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาจนน่ากลัว

ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้

พอลเลือกที่จะเก็บความเจ็บปวดไว้ลึก ๆ ข้างใน น้ำตาของเขาไม่เคยไหล

ออกมาหลายปีแล้ว ทุกครั้งที่มันทำท่าว่าจะเอ่อล้นออกมา เขาจะฝืนมัน

ให้ลงไป ลงลึกไปในจิตใจ และลืมมันไปซะ แต่แล้ว ... น้ำตาของเขา

กลับไหลพรากในบางคืนที่ฝันนั้นแสนเศร้า เขามักจะสะดุ้งตื่นแล้ว

ร้องไห้ต่อไปอย่างไม่รู้สาเหตุ นี่ล่ะมั้งที่เรียกว่าการระบายออกของ

จิตใต้สำนึกมันเป็นแบบนี้นี่เอง งั้นเขาก็คงเป็นคนเก็บกดน่าดู คงจะใช่

เพราะเล็บมือของเขามักจะกุดด้วยฟันของตัวเอง การกัดเล็บเป็นสิ่งที่

เขามักจะทำยามเผลอจนโดนเตือนบ่อย ๆ แต่ก็ไม่หายสักที

พอลปิดทีวีลง แล้วเดินขึ้นชั้นบนเพื่อเข้าห้องนอน นี่คงเป็นอีกวัน

ที่ห้วงคำนึงหลั่งไหลมากมายขนาดนี้ เอาล่ะ เริ่มเก็บมันลงไปได้แล้ว

กดมันไว้ กดมันลงไป อย่าให้มันขึ้นมาอีก เขาเดินไปที่กระจกแล้วเริ่มยิ้ม

ยิ้มสิ ยิ้มแบบสดใส การฝึกยิ้มมันยากพอดู แต่เขาจำเป็นต้องทำ

เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้มีรอยยิ้มติดใบหน้าเพื่อพบปะผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การสวมหน้ากากทุกวันกลายเป็นสิ่งคุ้นเคยสำหรับพอลไปแล้วเขาหลับตาลง

ในหัวสมอเริ่มสร้างภาพที่แสนอบอุ่นที่สุดไว้เพื่อที่คืนนี้จะได้ไม่ต้อสะดุ้งตื่น

มานั่งร้องไห้อีก ...

2007/Jun/15

วันนี้เรามาต่อกันด้วยสิ่งที่พอลเกลี๊ยดเกลียดกันดีกว่านะคะ


1. นังกอ นที นามสกุลห่าจิกอะไรก็จำไม่ได้แล้วค่ะ

เริ่มเอ่ยถึงอี่นี่ทีไร พอลต้องเป็นอันไมเกรนขึ้นทุกที รู้สึกไม่ถูกชะตา

กับหล่อนราวกับมันเคยมาเผาบ้านชั้นยังไงยังงั้นเลย สาเหตุใหญ่คือ

การที่หล่อนพยายามที่จะเป็นผู้นำชาวเกย์ซะเหลือเกิน แต่สิ่งที่หล่อน

กระทำนั้น ดันค้านกับปากที่พูด แถมยังทำตัวยังกับสาวพรหมจรรย์

กูเชื่อค่ะว่ารูสะดือมึงคงพรหมจรรย์อยู่ ส่วนรูตูดอาจจะไม่เพราะ

ของเทียมคงเต็มบ้านหล่อน ยิ่งได้มาอ่านหนังสือ (เช่าค่ะ ไม่ซื้อ

ให้เสนียดจัญไรมันติดเข้ามาในบ้านหรอก) ที่หล่อนเป็นโอเปอเรเตอร์

ให้กับศูนย์ให้คำแนะนำผู้หญิงที่สามีไปมีอะไรกับเกย์ด้วยแล้ว

ที่ชื่อเรื่อง สะดุดหนามแตด เอ๊ย หนามตุ๊ดค่ะ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า

ตาแล้ว จะมีนังกอตนไหนแรงเท่าอีนี่เป็นไม่มีเชียว เกือบทุกบรรทัด

หล่อนจะพยายามบอกเป็นนัย ๆ ว่าไม่มีเรื่องของเกย์เรื่องไหนที่หล่อนไม่รู้

ค่ะ มึงรู้ทุกเรื่อง ยกเว้น เรื่องตัวมึงเองไง


2. ผู้ชายจัญไร

อันนี้เคยประสบกับตัวเองมาครั้งหนึ่งและไม่เคยลืมเลย เรื่องมีอยู่ว่า

เขาเป็นลูกชายเจ้าของธนาคารตอนแรกอีพอลก็ไม่เชื่อค่ะ มันเลย

พาไปบ้าน อีดอก แม่งยังกะวัง กูเลยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบ้านนอก

เข้ากรุงประมาณนั้นมันบอกว่าไม่เคยมีอะไรกับใคร อีพอลโชคดี

ได้มันเป็นคนแรก แต่ขอโทษนะคะ กว่าจะได้ถวายบัวให้มันเนี่ย

มันวิ่งหนีรอบห้องค่ะ ห้องแม่งก็ไม่ใช่เล็ก (อ่านก่อน อย่าเพิ่งหัวเราะค่ะ)

คือพ่อแม่สอนมันว่าการเป็นเกย์เป็นสิ่งเหี้ยสุด ๆ ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง

แล้วเรื่องเซ็กส์เป็นสิ่งต้องห้าม ควรทำเฉพาะตอนอยากมีลูกเท่านั้น

ตายแล้ว ... กูถึงว่าคนบ้านมึงทำไมมันดูแปลก ๆ ไม่ได้เอาน้ำออกบ่อย

เท่าที่ควรที่เอง แต่ฝีปากอีพอลก็ใช้ได้นะคะ กล่อมจนมันยอมให้บัว

พอบัวเสร็จ มันก็ทำให้พอลมั่ง จากนั้นก็นอน ไม่ได้รุกล้ำอะไรมากมาย

กลางดึก อีนี่ลุกขึ้นมาบัวให้กูค่ะ แล้วก็ไม่หลับไม่นอนนะคะ ทำแม่งยันเช้า

อีพอลเลยรู้สึกผิดค่ะ .... อะไรนะคะ ... นอกเรื่อง ... ต๊าย ขอปูพื้นนิดนึงเอง

เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้นั่งรถไปไหนมาไหนกับมันบ่อย จนมาวันหนึ่ง มันมารับ

ที่บ้านเพื่อจะไปดูหนังกัน อีพอลก็รีบ ๆ เลยไปนั่งข้างหลังแทน รู้ค่ะว่า

เป็นการเสียมารยาท แต่ตอนนั้นคบกันฐานะแฟนแล้วก็เลยไม่ถืออะไรกัน

ระหว่างทาง อีนี่ก็ชวนคุย ๆๆๆๆๆๆ อีพอลก็คุยตอบ แต่ ... มันคุยแล้วชอบ

หันมามองกูค่ะ กูก็เตือนให้มันอย่าหันมา มันก็ไม่ฟัง สุดท้ายได้เรื่อง

มีมอเตอร์ไซค์ตัดหน้า มันเบรคเอี๊ยด อีพอลกลิ้งลงไปกองกับยางปูพื้นรถค่ะ

แล้วเสียงชนโครมก็ตามมา จากนั้นมันก็แหกปากร้องไห้ ส่วนกูลุกขึ้นมาได้

ในสภาพปากแตกคิ้วแตก คำแรกที่มันเอ่ยออกมาคือ

"มึงลงจากรถกูไปลย ตั้งแต่กูขับรถมา ไม่เคยชน มีมึงนี่แหละ ทำให้รถกูพัง"

อ้าว อีสัด ปากหมาใช้ได้นี่คะ กูไม่ลงค่ะ มันก็แหกปากไล่กู เรื่องอะไรกูจะลง

สภาพกูยังกับโดนข่มขืนแล้วเอาหัวกระแทกพื้นแบบนี้ ไม่สวยค่ะ

จนสุดท้ายครอบครัวมันมา แล้วคุยกับกูแบบคนดี ๆ เขาทำกัน กูเลยยอม

.ลงจากรถ ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่เคยเจอมันอีก มีแต่โทรสัพท์มาขอโทษ

แต่ก็แอบพูดไม่ได้ว่ากูเป็นต้นเหตุทั้งหมด เออ กูผิด ผิดตั้งแต่คิดคบมึงแล้วไง


3. ฝรั่ง

อันนี้มิใช่เป็นผลไม้นะคะ หมายถึงชนชาติหัวทองค่ะ คือเท่าที่ประสบมาเนี่ย

มันโคตรดูถูกคนแถบเอเชียมากเลย หรืออีพอลโชคร้ายก็ไม่รู้เจอแต่

ฝรั่งโหลยโท่ย เป็นเพื่อนกัน มันก็ชอบว่ากระแนะกระแหนว่าเป็นลิง

กูก็เลยด่าว่าลิงก็ยังมีเอกราช ไม่ใช่อีพวกเสียเอกราชให้เขายึดครอง

หรือบางคนก็คบกันในฐานะ กิ๊ก แต่ไม่รอดค่ะ คือมันไม่เข้าใจว่าคนไทย

ต้องห่วงใยพ่อแม่พี่น้องเป็นอันดับ 1 ส่วนพวกมันนี่ ครอบครัวเรื่องรอง

มันจะให้กูไปอยู่กับมัน กูจะไปยังไงล่ะ เกิดมันเอากูไปทิ้งไว้นั่น

เดี๋ยวได้ลงข่าวหน้า 1 หนำใจปะไร พอกูไม่ยอม แม่งก็เริ่มหยาบคายใส่

บางคนถึงขั้นขู่ฆ่า เพราะกูปากดีบอกว่า คนแบบมึงอย่ามาเหยียบแผ่นดิน

ที่มีคุณค่าแบบนี้เลย กลับไปบ้านเกิดเมืองนอนสถุล ๆ ของมึงเถอะ

อารมณ์โกรธของกูก็แรงใช่เล่นค่ะ ขอให้มันเจ็บที่สุดก็พอ ส่วนที่พยายาม

ฝึกภาษาให้มาก ๆ เพราะเกลียดพวกมัน ไม่อยากให้มันมาเอาเปรียบคนไทย

หรือเวลามันด่าคนไทยจะได้ด่ากลับ เอาไว้ใช้ประโยชน์เยี่ยงนี้ดีนักแล


4. คนที่ชอบล้ำเส้น

คนเรามันก็มีกำแพงหรือขอบเขตกันทุกคนใช่ไหมคะ พอลคนหนึ่งล่ะที่ยอมรับ

ว่ามีกำแพงสูงมาก เนื่องมาจากหลายปัจจัยทำให้ต้องกั้นไว้สูงและหนาสุด

ก็จะมีคนพยายามสอดรู้สอดเห็นอยากจะข้ามเขตแดนของพอล แรก ๆ ก็ยัง

พอทน หนัก ๆ เข้าอีพอลก็เม้งแตกค่ะ แบบว่าไม่รู้เรื่องกูสักเรื่องคงไม่ตายมั้ง

หรือคงไม่ทำให้ชีวิตมึงตกต่ำลงไปกว่านี้หรอก คือ พอลไม่ชอบให้คนถาม

เรื่องส่วนตัว กรณีนี้หมายถึงเพิ่งเจอกันหรือคุยกันได้ไม่เท่าไรก็ตีสนิท

คือ ตีสนิทได้ แต่ต้องรู้กาละเทศะ กูไม่อยากโกหกก็ต้องมาทำเพราะอีพวกนี้


5. เบียร์

อันนี้มิใช่พอลเกลียดผัวตัวเองนะคะ แต่หมายถึงเครื่องดื่มชนิดนี้เท่านั้น

เพราะมาจากพ่อดื่มมันแล้วเมาอาละวาดมาตั้งแต่อีพอลเกิดจนตอนนี้ก็

เริ่มเข้าวัยรุ่นตอนปลาย ความทรงจำที่เกี่ยวกับพ่อจึงไม่ดีแล้วมันก็มาจาก

สิ่งนี้ พอลเลยไม่ข้องแวะกับสิ่งนี้เลย หรือเพียงได้กลิ่นก็จะอาเจียน

รู้ว่าเป็นอุปาทาน แต่มันคงแรงพอที่จะทำให้จำไปจนชั่วชีวิต แล้วพอลเชื่อ

ว่าเกลียดสิ่งไหนได้สิ่งนั้นจริง ๆ ได้ผัวก็ชื่อ เบียร์ เขาชอบกินเหล้ากินเบียร์

พอลไม่ชอบคนที่ทานเหล้าบ่อย เขาก็ทานบ่อย แต่รู้ว่าทานกับที่บ้านไม่เคย

ไปเถลไถลที่ไหน แต่ลึก ๆ มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ดี แต่อย่างน้อยเขาก็ยัง

บอกกล่าวทุกครั้งที่จะไปทาน อันนี้ถือเป็นข้อดีค่ะ เพราะพอลเริ่มทำใจยอมรับได้

แต่คิดว่าอนาคตหากเราต้องอยู่ด้วยกัน ก็คงต้องขอให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะห่วงสุขภาพของเขา เพราะพ่อตัวเองก็เริ่มแสดงอาการของโรคตับแข็ง

จนหมอสั่งห้ามทานเพราะขืนทานจะถึงตายค่ะ พอลรักผัวก็เลยไม่อยากให้ทาน

เพราะพอลเลิกในสิ่งที่เขาห่วงและไม่ชอบเนื่องจากอาจถึงชีวิตเหมือนกันได้แล้ว

ก็อยากให้เขาเลิกบ้าง เพราะกว่าจะได้คนรักที่แสนดีแบบนี้มา อีพอลต้องน้ำตาเช็ด

หัวเหน่ามาหลายครั้งจนจำไม่ได้แล้ว เพราะหากไม่ได้อยู่กับคนนี้ อีพอลก็ไม่อยาก

ไปเริ่มใหม่กับใคร เพราะเราเองก็รู้ตัวว่าอายุมากขึ้นทุกที ใครมันจะอยากได้

ผู้ชายตัวเล็กยังกะฮอบบิท ขาว ๆ ตี๋ ๆ แถมมีฉายาว่า เฒ่าทารก กันล่ะคะ


ตายแล้ว จบ 5 ข้อแล้วหรือเนี่ย นึกไม่ออกเลยว่าต่อไปจะคุยเรื่องอะไรดี

ไว้จะพยายามสรรหามาก็แล้วกันนะคะ หวังว่าคงได้รับความเอ็นดูจากพี่ ๆ น้อง ๆ

ทุกท่าน บางถ้อยคำแรงไปหยาบไปก็ขออภัยค่ะ อยากให้รู้สึกเหมือนเพื่อน ๆ

คุยกันมากกว่า อยากให้เป็นกันเองค่ะ ไปแล้วค่ะ รักนะจ๊ะ บ๊วบ ๆ

2007/Jun/14

สิ่งที่ชอบ

1. ผู้ชาย

แน่นอนค่ะ ต้องผู้ชายเท่านั้น แต่สำหรับพอลแล้ว นิยามของพอลก็คือ

"ชอบผู้หญิง แต่กูรักผู้ชายค่ะ" อันนี้มิได้เป็นไบนะคะ แต่หมายถึงผู้หญิงน่ะ

คุยแล้วก็เหมือนกับพี่สาวน้องสาว มันคุยถูกคอดี ส่วนถ้าจะให้รักน่ะ

ก็ต้องเป็นเพศชาย ซึ่งเคยพยายามรักผู้หญิงมาแล้ว แต่มาถึงตอนนี้รู้สึกว่า

ตัวเองโชคดีที่ไม่เคยได้ล่วงล้ำอธิปไตยของหล่อน เพราะถ้าเคยคงต้อง

คิดถึงตลอดว่า

"ตายแล้ว ครั้งหนึ่งชั้นก็เคยเบี้ยนกับเขาด้วยนะเธอ"


2. สุนัข

อีพอลโรคจิตค่ะ คือ หมาที่บ้านมันไม่ค่อยอยากจะออกไปแรดที่ไหน

แล้วพอถึงฤดูผสมพันธุ์ มันก็ไม่ออกไปอีก อีพอลก็เลยกลัวมันเก็บกด

จึงจับมันชอลิ้วเฮียง เพราะไม่อยากให้มันเครียด แต่พอลไม่ได้ชอบ

ที่ได้ชอให้มันนะคะ หมายถึงพอลรักหมาค่ะ ร้ากกกก ... รักมัน

เคยเลี้ยงหมาพันธุ์ค็อกเกอร์ตัวหนึ่ง ตาโศก สีน้ำตาล ขนสวยมาก

แรก ๆ ไม่ค่อยรักมันเท่าไร รักผู้ชายมากกว่าหมาค่ะช่วงนั้น

แต่พอถูกผู้ชายทิ้ง อีพอลก็แอบไปนั่งร้องไห้เงียบ ๆ คนเดียว

มันก็เดินมาเลยค่ะ เดินมาใกล้ๆ แล้วก็เอาหัวมาซุกตรงเท้า

แล้วก็เลียเบา ๆ พลางช้อนตามอง คราวนี้อีพอลปล่อยโฮเลย

ไม่ได้เสียใจเพราะผู้ชายทิ้ง แต่รู้สึกว่า หมามันยังรักกูมากกว่า

ผู้ชายเหี้ย ๆ เลย ตั้งแต่นั้นมันกับอีพอลก็ไม่ห่างกันจน

วาระสุดท้ายของมันค่ะ


3. เพลงสากล

อันที่นี้หมายถึง เพลงญี่ปุ่น เกาหลี จีน อังกฤษ บลา ๆๆๆๆๆ

ซึ่งอีพอลชอบฟังมากเป็นชีวิตจิตใจ อันดับ 1 เป็นเพลงฝรั่งค่ะ

รองลงมาก็ญี่ป่น จีน เกาหลี ฟังออกแค่อังกฤษ แต่ที่เหลือกูฟัง

ทำนองกับเสียงร้อง เพราะแปลไม่ออกสักกะนิด จำได้ว่าเพลง

ที่เป็นแรงบันดาลใจก็คือ Imagine ของน้าจอห์น ซึ่งตอนนั้น

ยังไม่รู้เลยว่าใครร้อง รู้แต่ว่ายังกับเพลงจากสวรรค์ แต่เพลงที่อีพอล

เอามาคัฟเวอร์เป็นเพลงแรกคือ Like aprayer ของแม่มาดอนน่าค่ะ

รู้สึกว่าเพลงนี้มันสนุก จากนั้นมาอีพอลก็ฟังเพลงฝรั่งตลอด

อ๊ะ เพลงไทยก็ฟังนะ แต่ไม่ค่อยซื้อ จำได้ว่าศิลปินไทยที่เคยซื้อคือ

นิโคล เทริโอ กับ ลีโอ พุฒ เท่านั้นค่ะ แล้วซื้อคนละ 1 อัลบั้มเอง

คือจะไม่ค่อยสะสมเพลงไทย แต่ฟังทางวิทยุเอาเพราะมันก็ภาษา

เดียวกับเรา จำง่าย ไม่ต้องซื้อ รวมถึง MP3 พอลก็ไม่ซื้อเพลงไทยค่ะ

ดังนั้นจึงมั่นใจว่าไม่ได้สนับสนุนการละเมิดลิขสิทธิ์แต่ประการใด อิอิ


4. เกม

อีพอลเป็นคนบ้าเกมค่ะ เพราะตอนเด็กมันเก็บกด คนอื่นเขามีกัน

อีนี่ได้แต่นั่งดูน้ำลายยืด พอพี่ ๆ เขามีกันมันก็หวงยังกะอะไรดี

ตอนนี้กูทำงานแล้ว ซื้อซะยังกับคนบ้า มีอะไรออกมากูซื้อหมด

ยกเว้น Generation 3 เพราะรู้สึกว่ามันยังไม่โดนเท่าไร แต่อีพอล

สนับสนุนแผ่นผีสุดฤทธิ์ เพราะไม่ใช่ลูกคนรวยมาจากไหน

เงินที่หามาได้ต้องแลกกับความเหนื่อย ก็รู้สึกว่าเสียดายค่ะ

แต่ก็อยากเล่น กำลังลุ้นว่าเมื่อไรเมืองไทยจะมีแผ่นแท้ถูก ๆ ซะที

อยากให้คนสนับสนุนของแท้ แต่พอลไม่รู้ว่าทำไมมันแพงขนาดนั้น

ใครรู้วานบอกทีค่ะ


5. หนังสือ

พอลชอบอ่านหนังสือมาก เมื่อก่อนไม่เคยคิดชอบเลย แต่พี่ชาย

นำหนังสือเล่มหนึ่งมาให้อ่าน จำได้ว่าเป็นของ แก้วเก้า เรื่องอะไร

ก็จำไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าสนุกมาก ทำให้ลองหันมาอ่านหนังสือ

หลายต่อหลายเล่มแล้วก็พบว่า ชั้นก็เป็นหนอนหนังสือได้กับเขา

เหมือนกันนี่นา จากนั้น พอลก็มักจะหาหนังสือเล่มหนา ๆ ยิ่งหนามากยิ่งชอบ

บางคนบอกอีนี่โรคจิต หนายังกับปูมเรือ ยังแบกกลับไปอ่านที่บ้าน

ก็กูไม่ได้อ่านวันเดียวจบนี่คะ กูค่อย ๆ อ่าน ศึกษาการแต่งของเขาไปด้วย

เพราะพอลก็เป็นอีกคนที่ชอบแต่งนิยายแนวแฟนตาซี ตอนนี้พล็อต

อยู่ 10 เรื่อง จะบอกสักเรื่องแล้วกัน เรื่องนี้พอลเคยแต่งลงในเด็กดีมาแล้ว

เกี่ยวกับมหาอาณาจักรทั้ง 7 ซึ่งก่อตั้งหลังจากเกิดสงครามระหว่างเทพ

กับปีศาจ ผลที่ออกมา เทพเป็นฝ่ายชนะ แต่ต้องแล้วด้วยการเสียกายเนื้อ

ไปทั้งหมด เหลือแต่จิตที่ยังคงอยู่ ส่วนปีศาจได้ถูกผนึกลงในลูกแก้ว

แล้วให้สาวกที่นำไปดูแล หลังจากนั้นก็เกิดเป็นมหาอาณาจักรทั้ง 7

ที่ซึ่งคอยป้องกันมิให้ใครมาปลดปล่อย เรื่องนี้มีทั้งหมด 5 ภาค

ลงในเด็กดีเพียง 15 บท ก็ถูกมือดีนำเอาไปลงที่อื่นหากินซะฉิบ

จนมีคนหวังดีเอามาบอก จึงตามเรื่องไปจนเจอต้นตอล้วก็จัดการซะ

หลังจากนั้นก็ไม่กล้าเอาไปลงที่ไหนอีกเลย แต่ตั้งใจว่าจะนำภาค 1

ลงในเด็กดีให้จบเพราะภาค 2 กับ 3 ยังไม่ได้พิมพ์ลงคอมเพราะยังไม่มีคอม

เป็นของตัวเอง เนื่องจากขายทิ้งไปนานแล้ว เรื่องจึงยังเป็นตัวเขียนในสมุด


เอาล่ะ คราวหน้าพอลจะมาต่อด้วย 5 สิ่งที่พอลเกลียดนะจ๊ะ ไปก่อนดีกว่า

เมื่อยนิ้วแย้ว รักนะ จ๊วบ ๆ